Middot (ทัลมุด)

From Wikipedia, the free encyclopedia
แบบจำลองของวิหารแห่งที่สองแสดงลานและเขตรักษาพันธุ์ตามที่อธิบายไว้ใน Middot

Tractate Middot ( ฮีบรู : מִדּוֹת , แปลตรงตัว ว่า "การวัด") เป็น แผ่นที่สิบของSeder Kodashim ("Order of Holies") ของMishnahและของTalmud แผ่นพับนี้อธิบายขนาดและการจัดวางของภูเขาพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มอาคาร และลาน พระวิหารที่สองประตูต่างๆ แท่นบูชาและบริเวณโดยรอบ และสถานที่ที่ปุโรหิตและคนเลวีเฝ้าดูแลพระวิหาร

แผ่นพับแบ่งออกเป็น ห้า บท และไม่มีGemaraทั้งในเยรูซาเล็มทัลมุดหรือบาบิโลนทัลมุดหรือTosefta

เรื่อง

แผ่นพับนี้อธิบายรายละเอียดและขนาดของเนินเขาในเมืองเยรูซาเล็มที่รู้จักกันในชื่อTemple Mount ( Har Ha'bayit ) และ อาคาร พระวิหารหลังที่สองลาน ประตู และองค์ประกอบของสถานที่ ตลอดจนสถานที่ที่โคฮานิม ( ปุโรหิต) และคนเลวีเฝ้าพระวิหาร [1] [2] [3]

ศิลาจารึกคำเตือนที่พบบนภูเขาเทมเพิลสอดคล้องกับคำอธิบายในมิดดอตเกี่ยวกับจุดประสงค์ของรั้ว ( โซเร็ก ) บนภูเขา

แผ่นพับให้การวัดของ Temple Mount และส่วนต่าง ๆ ระบุว่าลานพระวิหารบนภูเขาวัดจากเหนือจรดใต้ได้ 135 ศอกและจากตะวันออกไปตะวันตก 187 ศอก และมีกำแพงล้อมรอบ ไปทางด้านหน้าของลานพระวิหารบนภูเขา และรอบ ๆ อาคารพระวิหารที่เรียกว่าอาซาราห์ ( อาซาราห์ ) มีรั้วเตี้ย ๆ ( ซอเร็ก ) กำหนดพื้นที่ซึ่งไม่ใช่ชาวยิวหรือชาวยิวที่ไม่บริสุทธิ์ตามพิธีกรรมเพราะ สัมผัสกับศพ ( ทูมัตเมต ) ไม่สามารถดำเนินการได้ [1] [3]

ทางเข้าหลักของลานพระวิหารอยู่ทางทิศตะวันออก และวิหารอาซาราห์ ( Azarah ) ตั้งอยู่ในลานพระวิหาร มีพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ระหว่างประตูด้านตะวันออกของลานและเขตรักษาพันธุ์ เขตรักษาพันธุ์แบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกเมื่อเข้าสู่ลาน คือEzrat Nashimศาลสตรี แยกจากEzrat Yisraelศาลของอิสราเอล 15 ขั้น และ "ประตู Nicanor" จากนั้นเป็นส่วนที่มีแท่นบูชาด้านนอก (มิดดอท 5:1) และสุดท้ายคือตัวอาคารพระวิหาร [3]

แผ่นพับอธิบายว่าพระวิหารแบ่งออกเป็นสามห้องโถงอย่างไร: Ulam (ห้องรับรองแขก), KodeshหรือHeichal (เขตรักษาพันธุ์ชั้นใน); และKodesh Hakedoshimaผู้บริสุทธิ์ โคเฮน กาดอล (มหาปุโรหิต) เข้าไปในโฮลีออฟโฮลีเพียงปีละครั้งในวันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของปียิว ยมคิปปูร์ ในช่วงยุคแรกของวิหารหีบพันธสัญญาที่บรรจุแผ่นจารึกบัญญัติสิบประการและคัมภีร์โทราห์ที่เขียนโดยโมเสส กล่าวกันว่าตั้งอยู่ในที่ศักดิ์สิทธิ์ ในช่วงยุควิหารที่สอง Holy of Holies ว่างเปล่ายกเว้นหินก้อนใหญ่ที่เรียกว่าฐานศิลา ( อีฟเวน ฮัชติยา ) ซึ่งเป็นที่วางหีบพันธสัญญา [3]

แท่นบูชาทองคำเล่มเมโนราห์และชุลชาน (โต๊ะขนมปัง หน้าโต๊ะ ) ยืนอยู่ในไฮชาล ที่นี่เป็นที่ซึ่งโคฮานิมดำเนินการบริการประจำวันที่เกี่ยวข้องกับเครื่องใช้ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ เช่น การเผาเครื่องหอมบูชาประจำวัน การจุดไฟที่หนังสือ Menorah และการเปลี่ยนขนมปังประจำสัปดาห์ [3]

โครงสร้าง

แบบจำลองของภูเขาพระวิหารและพระวิหารที่สอง ปลายศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตศักราชหรือต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1 สะท้อนคำอธิบายใน tractate Middot

ไตรภาคประกอบด้วยห้าบทและสามสิบสี่ภาค ( มิชนายศ ) ไม่มี บทวิเคราะห์ของพวกรับ บีนาห์และบทวิจารณ์เกี่ยวกับมิชนาห์ใน คัมภีร์ทัลมุด ของเยรูซาเล็มหรือคัมภีร์ทัลมุดของบาบิโลน นอกจากนี้ยังไม่มีToseftaสำหรับทางเดินนี้ [1] [2] [4] [5]

ภาพรวมของหัวข้อของบทมีดังนี้:

บทที่ 1แสดงสถานที่ที่ปุโรหิตและคนเลวีเฝ้าพระวิหารในเวลากลางคืน และอธิบายถึงประตูของภูเขาพระวิหารและลานด้านในของอาคารพระวิหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้องที่ปุโรหิตนอนหลับตอนกลางคืนและห้องใน ซึ่งชาวฮัสโมเนียนเก็บรักษาแท่นบูชาไว้ตั้งแต่ครั้งก่อน: [1] [4]

ส่วนแรกของบทนี้อธิบายถึงวิธีที่ปุโรหิตเฝ้ายามในสามแห่งและชาวเลวีในยี่สิบเอ็ดแห่ง วิธีที่หัวหน้าวิหารควบคุมนาฬิกาเหล่านี้ (อิช ฮาร์ ฮาบายิต) และบทลงโทษที่เกิดขึ้นจากการหลับใน นาฬิกา "สถานที่แห่งเตาไฟ" ( เบ็ต ฮาโมเอด ) เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีเพดานโค้ง ซึ่งในตอนกลางคืนนักบวชที่มีอายุมากกว่าจะพักผ่อนบนม้านั่งหินรอบกำแพง ส่วนนักบวชที่มีอายุน้อยกว่าจะนอนบนพื้น [1] [4]

การรักษาพระวิหารมีคำอธิบายคล้ายกันใน tractate Tamidและปฏิบัติตามพระบัญญัติในโตราห์ให้เฝ้าพระวิหาร ( Num. 18:1–5 , Num. 1:53 , Num. 3:38 ) ตามที่นักวิจารณ์หลายคน ( Rambam ; Rash ; Bartenura ) นี่ไม่ใช่เพื่อป้องกันเนื่องจากประตูถูกปิดในเวลากลางคืน แต่เพื่อเพิ่มความงดงามของอาคาร เช่นเดียวกับที่ราชวังถูกเฝ้าโดยทหารรักษาพระองค์ ตามที่นักวิจารณ์คนอื่น ๆ วัดได้รับการปกป้องในตอนกลางวันเช่นกันด้วยเหตุผลนี้ (Hamefaresh, RavadและRosh ) [6]

นอกจากนี้ยังมีคำอธิบายในบทนี้เกี่ยวกับประตูสู่ Temple Mount; หมายเหตุคือคำอธิบายของการเป็นตัวแทนของSusaเมืองหลวงของอาณาจักรเปอร์เซีย โบราณ เหนือประตูด้านตะวันออกของ Temple Mount และเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองของชาวเปอร์เซียเหนือดินแดนแห่งอิสราเอลในช่วงเวลาของการสร้างวิหารแห่งที่สอง (ประมาณปี 516 คริสตศักราช). [1] [4]

กำแพงกันดินของ Temple Mount ซึ่งอธิบายไว้ในแผ่นพับนี้ยังคงมองเห็นได้ในปัจจุบัน รวมถึงกำแพงด้านตะวันตก ; มุมทิศตะวันตกเฉียงใต้กับซากของRobinson's Archแสดงไว้ที่นี่ [3]

บทที่ 2ระบุขนาดของ Temple Mount และอาคารของ Sanctuary รวมถึงลาน, ห้องรอบลานซึ่งทำหน้าที่พิธีกรรมและการบริหารต่างๆและประตูทั้งสิบสามของลาน:

Mishna กล่าวว่า Temple Mount ครอบคลุมพื้นที่ 500 ตารางคิว ( amot ) ล้อมรอบด้วยกำแพงขนาดใหญ่ สิ่งนี้เป็นไปตามคำอธิบายในหนังสือเอเสเคียล ( เอเสเคียล 42:20 ) ความสูงและความกว้างของขั้นบันไดและประตูสู่พระวิหารก็ได้รับเช่นกัน และประตูทุกบานยกเว้นประตูของ "ประตู Nicanor" ได้รับการอธิบายว่าปิดด้วยทองคำ [3] [4] [6]

แผ่นพับแสดงขนาดของศาลสตรีและศาลชาวอิสราเอลภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ และอธิบายว่าลานทั้งสองนี้เชื่อมต่อกันอย่างไรโดยบันไดสิบห้าก้าว เปรียบได้กับ " บทเพลงแห่งการขึ้นสวรรค์ " สิบห้าเพลงในเพลงสดุดี (สดุดี120 – 134 ); นักร้องโคฮานิมยืนอยู่บนขั้นบันไดเหล่านี้ ขณะที่ชาวเลวีเล่นเครื่องดนตรีเพื่อประกอบการร้องเพลงของพวกเขา จากนั้น Mishna อธิบายถึงโครงสร้างรอบๆ ลาน รวมถึงห้องที่ชาวเลวีเก็บเครื่องดนตรีของพวกเขา [4] [6]

บทที่ 3อธิบายถึงแท่นสำหรับถวายเครื่องเผาบูชาที่ตั้งอยู่หน้าเขตรักษาพันธุ์และบริเวณโดยรอบ ที่ทางทิศเหนือของแท่นสำหรับฆ่าสัตว์บูชายัญขันระหว่างมุขกับแท่น และเถาองุ่นสีทองประดับมุข [1] [4]

มิชนาระบุว่าหินของแท่นบูชาต้องอยู่ในรูปแบบธรรมชาติและไม่สามารถขึ้นรูปด้วยเครื่องมือเหล็กหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้ เหตุผลที่ให้ไว้ (Middot 3:4) คือเหล็กถูกใช้ทำอาวุธซึ่งทำให้ชีวิตมนุษย์สั้นลง ในขณะที่แท่นบูชาทำหน้าที่ยืดอายุโดยการแก้ไขบาป ดังนั้นจึงไม่เหมาะสมที่จะใช้เหตุแห่งอันตรายนี้ในการสร้างแท่นบูชา [4]

บทที่ 4บรรยายถึงเขตรักษาพันธุ์ชั้นใน ( เฮชาล ) และห้องต่างๆ โดยรอบ พร้อมด้วยประตู ห้อง และขั้นบันได [1] [4]

บทที่ 5ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิหารและห้องต่างๆ บรรยายถึงห้องโถงที่สร้างจากหินสี่เหลี่ยมที่เรียกว่าลิชกัท ฮา-กาซิตซึ่งสภาซันเฮดรินผู้ยิ่งใหญ่ประชุมกันเพื่อตัดสินเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับฐานะปุโรหิต [1] [4]

บริบททางประวัติศาสตร์

Tractate Middot ให้คำอธิบายเกี่ยวกับวิหารที่สร้างขึ้นใหม่โดยเฮโรดในปลายศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตศักราช และอ้างอิงจากความทรงจำของนักปราชญ์ที่ได้เห็นวิหารและให้คำอธิบายด้วยปากเปล่าแก่สาวกของพวกเขา หลังจากถูกทำลายในปีคริสตศักราช 70 ในช่วงแรก สงครามยิว-โรมัน . นักปราชญ์หลักคนหนึ่งที่รายงานรายละเอียดของพระวิหารในแผ่นพับนี้คือรับบีเอลีเซอร์ เบน ยาโคบแทนนาที่อาศัยอยู่ในช่วงคริสตศักราชศตวรรษที่ 1 เชื่อกันว่าเขาได้เห็นพระวิหารในขณะที่ยังตั้งอยู่ และเขาอาจได้เรียนรู้เกี่ยวกับการจัดเตรียมภายในจากลุงของเขาที่รับใช้ในนั้นด้วย [7] การแก้ไขขั้นสุดท้ายของ tractate โดยรับบีJudah ha-Nasi(ส.ศ. 135 – 217) ประกอบด้วยประเพณีต่าง ๆ ของหน่วยงานอื่น ๆ และที่อ้างถึงในคัมภีร์ทัลมุดแห่งบาบิโลน tractate Yoma (16ก-17ก) และเยรูซาเล็มทัลมุดโยมา (2:3, 39) [2]

Middot เช่น tractate Tamidแตกต่างจาก tractates อื่น ๆ ส่วนใหญ่ของ Mishna โดยหลักแล้วเป็นข้อความเชิงพรรณนามากกว่า ข้อความ halachic (กฎหมาย) ไมโมนิเดสในบทนำเกี่ยวกับแผ่นพับนี้ สังเกตว่าจุดประสงค์ของแผ่นพับนี้คือเพื่ออธิบายรายละเอียดสำหรับการสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ แม้ว่าตามประเพณีของชาวยิว การออกแบบพระวิหารที่สามจะอิงตามนิมิตของผู้เผยพระวจนะเอเสเคียล ( อสค. 40 – 43) และแตกต่างจากวัดที่สองในบางประการ; อย่างไรก็ตาม คำอธิบายเกี่ยวกับวิหารแห่งที่สองนั้นมีประโยชน์ เนื่องจากวิหารแห่งที่สามจะสอดคล้องกันเป็นส่วนใหญ่ และทำหน้าที่เป็นแนวทางสำหรับการสร้างวิหารขึ้นใหม่เมื่อมีโอกาส ดังนั้น ในบางครั้ง พวกแรบไบจึงใช้นิมิตของเอเสเคียลเกี่ยวกับวิหารในคำอธิบายของพวกเขาเอง แม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าวิหารที่แท้จริงนั้นดูไม่เหมือนกับที่เอเสเคียลบรรยายไว้ และในบางครั้งพวกเขาก็ใช้คำอธิบายเกี่ยวกับวิหารของโซโลมอน โดยสันนิษฐานว่าครั้งแรก วัดนี้เป็นแนวทางในการสร้างวัดที่สอง [1] [6] [8]

โจเซฟุส นักประวัติศาสตร์ชาวโรมัน- ยิว ให้คำอธิบายโดยละเอียดเกี่ยวกับวิหารในงานของเขาเรื่อง" สงครามชาวยิว "และโดยทั่วไปแล้วบัญชีของเขาสอดคล้องกับคำอธิบายในแผ่นพับนี้ แม้ว่าจะมีรายละเอียดแตกต่างกันบ้าง ทั้งแรบไบและโยเซฟุสเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่น่าทึ่ง แต่จุดประสงค์ของคำอธิบายของแรบไบก็เพื่อให้ข้อมูลแก่คนรุ่นต่อๆ ไป สามารถสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้ และโจเซฟุสกำลังเขียนเพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้ฟังที่ไม่ใช่ชาวยิวของเขา [8]

อ้างอิง

  1. อรรถเป็น c d อี f g h ฉัน j ไซมอน มอริซ (2491) "Middoth: แปลเป็นภาษาอังกฤษพร้อมโน้ต" ในEpstein, Isidore (ed.) ทัลมุดของชาวบาบิโลน . ฉบับ โคดาชิม เล่มที่ 2. นักร้อง MH (ผู้แปล) ลอนดอน: สำนักพิมพ์ Soncino หน้า ix–x
  2. อรรถ เป็น เออ ร์มาน Arnost Zvi (1978) "มิดดอท" สารานุกรมของศาสนายูดาย ฉบับ 11 (ครั้งที่ 1). เยรูซาเล็ม อิสราเอล: Keter Publishing House Ltd. หน้า 100-1 1504–1505.
  3. อรรถเป็น c d อี f ซ G Goldwurm เฮิร์ช (2544) "Tractate เซวาฮิม". The Mishnah, Seder Kodashim เล่มที่ ฉัน(ก) (ฉบับที่ 1). บรุกลิน, นิวยอร์ก: Mesorah Publications. หน้า 26–29 ไอเอสบีเอ็น 0-89906-301-2.
  4. อรรถเป็น c d อี f g h ฉัน j Schechter โซโลมอน; Lauterbach, Jacob Z. (1904). "มิดดอท" . อินซิงเกอร์, Isidore ; และอื่น ๆ (บรรณาธิการ). สารานุกรมยิว . ฉบับ 8. นิวยอร์ก: ฟังค์ แอนด์ แวกนัลส์ หน้า 545–546.สาธารณสมบัติ 
  5. อาร์ซี, อับราฮัม (1978). "โคดาชิมะ" สารานุกรมของศาสนายูดาย ฉบับ 10 (ครั้งที่ 1). เยรูซาเล็ม อิสราเอล: Keter Publishing House Ltd. หน้า 100-1 1126–1127.
  6. อรรถเป็น c d Kehati พินชาส (2538) "มิดดอท". ใน Tomaschoff, Avner (เอ็ด) The Mishna: การแปลใหม่พร้อมคำอธิบายโดย Rabbi Pinhas Kehati ฉบับ เซเดอร์ โคดาชิม vol. 3. เงียบขรึม โมเช (ผู้แปล) เยรูซาเล็ม อิสราเอล: กรมการศึกษาและวัฒนธรรมโตราห์ในพลัดถิ่น หน้า 1–7, 11, 24.
  7. ^ ตาม​มิดดอท 1:2
  8. อรรถเป็น คูลป์, โจชัว. "รู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ Tractate Middot" .

ลิงค์ภายนอก